วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2556–2557 เริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากมีเสถียรภาพมาระยะหนึ่ง โดยการที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติให้ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ผ่านการพิจารณาในวาระที่สองและสาม ในเวลาเช้ามืดของวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 เป็นเหตุสำคัญที่มีประชาชนหลายกลุ่มแสดงการคัดค้าน โดยสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้นำการชุมนุม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อต้านด้วยการอ้างว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะช่วยให้พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นจากความผิดทางการเมือง และสามารถกลับเข้าประเทศไทย ทั้งเชื่อว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรอยู่เบื้องหลังการนี้ สำหรับการคัดค้านของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่ง ด้วยเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะล้างความผิดของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ ให้พ้นจากข้อหาสั่งสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ครั้นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 วุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบ กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่การชุมนุมซึ่งนำโดยสุเทพ ยังคงดำเนินต่อไป โดยเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นการต่อต้านรัฐบาลแทน
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แต่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธคำวินิจฉัยนี้ โดยให้เหตุผลว่า ศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงเขตอำนาจของรัฐสภา ในอันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกระบวนการ รวมทั้งมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย และนักวิชาการส่วนหนึ่ง ให้ความเห็นก่อนหน้านี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญละเมิดพระราชอำนาจ เนื่องจากร่างแก้ไขดังกล่าวนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 จำนวนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์เดียวกัน[12] ทั้งนี้รัฐบาลชี้แจงว่าไม่สามารถขอร่างกฎหมายดังกล่าวคืนได้[13] ทว่าต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2556 นายกรัฐมนตรีขอพระราชทาน ถอนร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว พร้อมทั้งขอพระราชทานอภัยโทษ หากระคายเบื้องพระยุคลบาท ขณะที่ นปช.จัดการชุมนุมเพื่อตอบโต้การต่อต้านรัฐบาลขึ้นที่ราชมังคลากีฬาสถานตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ถึงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายสุเทพ ก็เริ่มปิดล้อมและพยายามบุกรุกเข้ายึดอาคารสถานที่ราชการหลายแห่ง เพื่อหวังจะบังคับให้ปิดทำการ โดยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอยู่บ้าง ที่สำคัญคือ การปะทะกันระหว่างกลุ่มสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลบริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตลอดทั้งวันที่ 30 พฤศจิกายน ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม จนมีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บ 57 คน
การยกระดับการชุมนุมในวันที่ 1 ธันวาคม 2556 เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจเป็นเวลาสองวัน ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและหัวฉีดน้ำ เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล โดยมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 119 คน[17] ต่อมาในวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ตำรวจรื้อถอนสิ่งกีดขวาง แล้วปล่อยให้กลุ่มผู้ประท้วงเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล เพื่อลดความตึงเครียด และนับเป็นการสงบศึกชั่วคราว เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[18] ในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 พระองค์มีพระราชดำรัส เรียกร้องให้ทุกฝ่ายสนับสนุนซึ่งกันและกัน[19] อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศรายงานว่า ผู้ชุมนุมฝ่ายสุเทพ ซึ่งส่วนมากเป็นพวกคลั่งเจ้ายังคงชุมนุมกันต่อไป จนกว่าจะบรรลุเงื่อนไขในการขจัด "ระบอบทักษิณ" ตามความเชื่อของพวกตน ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2556 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 153 คนประกาศลาออก และในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่กลุ่มผู้ชุมนุมปฏิเสธการเลือกตั้งดังกล่าว และเรียกร้องให้จัดตั้ง สภาประชาชน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อปฏิรูปการเมือง จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย
วันที่ 13 มกราคม 2557 สุเทพนัดหมายให้มีการชุมนุม ปิดล้อมทางแยกต่าง ๆ บนถนนสายหลักในกรุงเทพมหานคร เพื่อกดดันรัฐบาลยิ่งลักษณ์นำไปสู่การใช้ความรุนแรง รวมถึงอาวุธปืนและระเบิดเป็นระยะ ๆ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากขึ้น ในหลายวันถัดมา วันที่ 21 มกราคม 2557 รัฐบาลจึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ วันที่ 26 มกราคม 2557 กลุ่มผู้ชุมนุมของสุเทพรวมตัวกัน ขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้า ในกรุงเทพมหานครและภาคใต้ ทำให้การเลือกตั้งเสียระบบ[30] และผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 440,000 คน ไม่สามารถออกเสียงลงคะแนนได้[31] อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยืนยันว่า การเลือกตั้งจำเป็นต้องดำเนินตามกำหนดต่อไป ท้ายที่สุดมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ที่สามารถลงคะแนนได้คิดเป็นร้อยละ 46.79
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ศาลอาญาอนุมัติให้ออกหมายจับ แกนนำกลุ่ม กปปส. จำนวน 19 คน ในข้อหาฝ่าฝืน พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตามคำร้องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ


สาเหตุ

ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ... เข้าสู่การประชุม โดยในขั้นตอนแรก ๆ ร่างพระราชบัญญัตินี้จะยกเลิกความผิดให้เฉพาะแก่ผู้ชุมนุม ไม่รวมถึงแกนนำการชุมนุม และผู้สั่งการ ต่อมา มีการแปรญัตติให้รวมถึงกลุ่มบุคคลที่กล่าวถึงในตอนหลังนี้ด้วย การต่อต้านพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงเริ่มต้นขึ้น จากความไม่พอใจ ที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในเวลา 04:30 น. ต่อมา เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 วุฒิสภาลงมติไม่รับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างเป็นเอกฉันท์ 141 เสียง ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ถูกยับยั้งไว้ 180 วัน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ว่าด้วยที่มาของวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556 นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรทูลเกล้าฯ ถวายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พุทธศักราช ... ซึ่งว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยแก้ไขให้เปลี่ยนรูปแบบ จำนวนสมาชิกวุฒิสภา ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แทนที่การแต่งตั้งซึ่งมีครึ่งหนึ่งจากฉบับเดิม ซึ่งผู้ปราศรัยและผู้ชุมนุมเห็นว่า เป็นการเอื้ออำนวยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา มีความเห็นไปในทำนองเดียวกัน แล้วคิดเอาว่า เป็นการกุมอำนาจในการตรากฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จ จากนั้นในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 68 โดยระบุว่า จะทำให้เกิดสภาผัวเมีย นำไปสู่การผูกขาดส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญตกไป โดยก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย สมาชิกพรรคเพื่อไทย และนักวิชาการส่วนหนึ่ง ให้ความเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญพึงระวังว่า การวินิจฉัยจะล่วงละเมิดพระราชอำนาจ เนื่องจากยังไม่มีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นผลให้เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 สมาชิกพรรคเพื่อไทยฟ้องร้องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่ามีการกระทำอันเป็นกบฎต่อแผ่นดิน

การจัดตั้ง กปปส.

ในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ที่ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ สุเทพ เทือกสุบรรณประกาศก่อตั้ง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ประกอบด้วย ตัวแทนกลุ่มองค์กรประชาชน ในสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่นกลุ่มนักวิชาการ นำโดยสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กลุ่มประชาคมนักธุรกิจสีลม เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย กองทัพธรรม กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เป็นต้น โดยมีสุเทพเป็นเลขาธิการของกลุ่ม

การยุบสภาผู้แทนราษฎรและเหตุการณ์สืบเนื่อง

ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 เวลา 08:45 น. นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงการณ์ว่า ตนดำเนินการทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงมาในช่วงค่ำวันเดียวกัน โดยคณะรัฐมนตรีจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติไว้ในมาตรา 181 ประกอบมาตรา 180 
วันเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณภายในกระทรวงการคลัง และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ประกาศคืนพื้นที่ และสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้นำการเคลื่อนขบวน ไปยังทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 08:39 น. แต่ต้องปักหลักชุมนุม บนถนนพิษณุโลก ช่วงหน้าราชตฤณมัยสมาคม บริเวณแยกนางเลิ้ง เนื่องจากไม่สามารถเดินไปถึงทำเนียบรัฐบาลได้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งเวทีปราศรัยของ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งเป็นแนวร่วมของ กปปส.

กรณีเรียกร้องให้เลื่อนวันเลือกตั้ง

สืบเนื่องจากที่กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งนำโดยกลุ่ม กปปส. ตั้งเงื่อนไขให้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีรักษาการ พ้นจากตำแหน่ง จากนั้น กปปส.จะเป็นฝ่ายจัดตั้งสภาประชาชน ขึ้นเพื่อทำการปฏิรูปประเทศไทย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ประกอบกับเหตุจลาจล ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น)
เมื่อเวลาประมาณ 14:00 น. ของวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งประกอบด้วย ประธานศุภชัย สมเจริญ, สมชัย ศรีสุทธิยากร, บุญส่ง น้อยโสภณ, ประวิช รัตนเพียร และธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ ร่วมกันประชุมเพื่อกำหนดท่าที และแสดงจุดยืน ในรูปของแถลงการณ์ กรณีเหตุปะทะรุนแรง ระหว่างการจับสลากหมายเลขพรรค โดยเนื้อหาของแถลงการณ์ดังกล่าว แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งยังขอโทษประชาชน ที่ไม่สามารถทำให้การรับสมัครเลือกตั้ง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้ โดยระบุให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน จนกว่าจะมีข้อตกลงร่วมกัน โดย กกต.แสดงความพร้อมที่จะเป็นตัวกลางยุติเหตุการณ์ แต่หากรัฐบาลไม่ตอบสนอง กกต.จะดำเนินการใช้สิทธิส่วนของแต่ละบุคคล เพื่อดำเนินการตามที่เห็นว่าเหมาะสมต่อไป
ทางด้านพรรคเพื่อไทย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรค, ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค, โภคิน พลกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรค และพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค ร่วมกันแถลงข่าว หลังจากเสร็จการประชุมพรรค โดยโภคินกล่าวว่า ขอชื่นชม กกต.ในความตั้งใจดำเนินกระบวนการเลือกตั้ง แม้จะมีอุปสรรคอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่ กกต.ออกแถลงการณ์ พรรคเพื่อไทยมีความเห็นร่วมกันว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม ก็มีความขัดแย้งต่าง ๆ เกิดขึ้น ทำให้มีหลายฝ่ายเสนอว่า ความขัดแย้งนี้ น่าจะสามารถแก้ไขได้ ด้วยการเลือกตั้ง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อให้ประชาชนที่ขัดแย้งกัน ไปใช้สิทธิของตน เลือกพรรคที่ตนชอบ เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งการกำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เป็นวันเลือกตั้ง รัฐบาลก็ปรึกษากับทาง กกต.ชุดที่แล้ว เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไข ที่กฎหมายกำหนดให้จัดการเลือกตั้ง ภายใน 45-60 วันหลังยุบสภา การกำหนดวันเลือกตั้ง ถือเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ โดยจะประกาศเป็นพระราชบัญญัติ หรือกฎหมายอย่างอื่นไม่ได้ ทั้งรัฐบาลยังไม่มีสิทธิ ในการเปลี่ยนวันเลือกตั้งอีกด้วย นอกจากนี้ แม้ว่ามาตรา 78 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. จะระบุว่า กรณีการลงคะแนนเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งแห่งใด ไม่อาจกระทำได้ ด้วยเหตุจลาจล หรือภัยธรรมชาติ เป็นต้น กกต.ก็สามารถกำหนดวันลงคะแนนใหม่ได้ และที่ผ่านมาก็เคยปรากฏเหตุการณ์ลักษณะนี้แล้ว ส่วนจารุพงศ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในระบอบประชาธิปไตย สามารถหาทางออกได้ ด้วยการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ กกต.หนักแน่น และทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด พร้อมพงศ์ กล่าวว่า หาก กกต.เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ก็จะเป็นการเพิ่มปัญหาเข้าไปอีก ไม่ใช่การแก้ปัญหา ขอถามว่าหาก กกต.ยืนยันจะเลื่อนการเลือกตั้ง จะมีความผิดหรือไม่ โภคินชี้แจงเรื่องนี้ว่า อาจมีผู้ไปร้องว่า กกต.ไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่โดยส่วนตัวคิดว่า คงยังไม่ไปถึงขั้นนั้น พร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า กกต.อาจถูกร้องเรียนว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 157 แล้วตั้งคำถามว่า หาก กกต.ใช้วิธีลาออกทั้ง 5 คนจะเป็นอย่างไร โภคินชี้แจงว่า ตนเห็นว่า กกต.สามารถแก้ไขปัญหาได้
ต่อมาในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 มีการประชุมปรึกษาหารือ และรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ในประเด็นที่ กกต.เห็นว่า การจัดการเลือกตั้งมีผลกระทบ เนื่องจากปัญหาการชุมนุมทางการเมือง พร้อมทั้งเสนอให้นายกรัฐมนตรี กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ โดยในการประชุมนี้ กลุ่มที่มิได้เข้าร่วมคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คน (ส่งภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ มาเป็นตัวแทน) กปปส. พรรคประชาธิปัตย์ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ทั้งนี้ ที่ประชุมสรุปว่า ควรดำเนินการเลือกตั้งตามกำหนดเดิมต่อไป

การชุมนุมปิดกรุงเทพมหานคร


กลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกปทุมวัน 13 มกราคม 2557
ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 สุเทพประกาศว่า จะจัดการชุมนุมใหญ่ เพื่อขับไล่รัฐบาลรักษาการ ในวันที่ 13 มกราคม โดยจะตั้งเวทีปิดถนนสำคัญต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งส่งมวลชนไปเฝ้าสังเกตการณ์ และปิดล้อมบ้านพักรัฐมนตรีวันต่อมา สุเทพอธิบาย การปิดกรุงเทพ ที่เคยกล่าวไว้ว่า จะปิดถนนทุกแยกในกรุงเทพฯ เพื่อไม่ให้ข้าราชการไปทำงาน รวมถึงจะตัดระบบประปาและไฟฟ้า เฉพาะสถานที่ราชการทุกแห่ง โดยไม่รวมถึงบ้านเรือนของประชาชน และไม่รบกวนการให้บริการ รถโดยสารประจำทาง รถไฟ รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน เรือเมล์ (เรือด่วนเจ้าพระยา และเรือโดยสารคลองแสนแสบ) เนื่องจากในทุกถนน จะเว้นช่องทางให้เดินรถเมล์ และรถพยาบาล หรือผู้ป่วยที่จะเข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยจะเริ่มปฏิบัติการดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 09:00 น. และวันที่ 6 มกราคม สุเทพกล่าวปราศรัยว่า จะยุติเวทีบนถนนราชดำเนิน เพื่อกระจายเวทีออกไปทั่วทั้งกรุงเทพฯ ทั้งหมด 7 เวทีคือ หน้าศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ กปปส.นนทบุรี, ห้าแยกลาดพร้าว โดยกลุ่มอาจารย์ส่วนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยรังสิต และกลุ่มอาจารย์ส่วนหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสี่แยกปทุมวัน โดยส่วนหนึ่งของกลุ่มอาจารย์ นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสวนลุมพินี โดยชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย, แยกอโศก โดยส่วนหนึ่งของกลุ่มอาจารย์ นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และส่วนหนึ่งของกลุ่มอาจารย์ นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), แยกราชประสงค์ โดยเสรี วงษ์มณฑา และส่วนหนึ่งของกลุ่มอาจารย์ จากมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง
โดยเมื่อวันที่ 13 มกราคม นอกจาก กปปส.จะชุมนุมตามแยกถนน ในกรุงเทพมหานคร 9 แห่ง นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล กรรมการ กปปส. แถลงที่หน้ากระทรวงพลังงานวันเดียวกันว่า กปท.และเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย ซึ่งเป็นอีกเครือข่ายหนึ่งของ กปปส. นำมวลชนปิดล้อมกระทรวงพลังงานโดยจะมีการค้างแรมไป จนกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะลาออก พร้อมยื่นข้อเสนอระยะสั้นเฉพาะหน้า ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และปลัดกระทรวงพลังงาน ลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 และ แก๊สโซฮอล์ 91 ลงลิตรละ 5 บาท โดยทันที และให้ชะลอขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนและวันเดียวกัน กองทัพธรรมแบ่งมวลชนจากถนนราชดำเนินนอก เข้าปิดกั้นการจราจรทั้ง 2 ฝั่งบนสะพานพระราม 8 โดยนำรถปราศรัย มาตั้งขวางกลางสะพาน พร้อมกางเต็นท์จับจองพื้นที่
สำหรับกระทรวงคมนาคม ดำเนินการเปิดเว็บไซต์ ศูนย์อำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชน เพื่อรวบรวม บริการขนส่งมวลชน การเดินทาง จุดเชื่อมต่อ เส้นทางเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา จุดจอดรถยนต์ เพื่อเดินทางต่อโดยระบบขนส่งสาธารณะ ประชาชนสามารถตรวจสอบ จุดจอดรถ และจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ ระหว่างการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ ของ กปปส.
จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงการณ์เมื่อวันที่ 2 มกราคม ตอบโต้สุเทพ โดยนัดชุมนุมคนเสื้อแดง ในวันที่ 13 มกราคม เพื่อเปิดกรุงเทพมหานคร[76] ในวันต่อมา (3 มกราคมณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ แกนนำ นปช. ชี้แจงรายละเอียด การจัดชุมนุมคู่ขนาน กับกลุ่ม กปปส.ภายใต้ชื่องาน "เปิดประเทศ เปิดเจ้าของอำนาจอธิปไตย" โดยจะมีการชุมนุมทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี และ 14 จังหวัดภาคใต้ ต่อมา เมื่อวันที่ 12 มกราคม นายแพทย์เหวง โตจิราการ, รองศาสตราจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ, และแนวร่วม นปช.จำนวนมาก พร้อมรถบรรทุกขยายเสียง 3 คัน รถจักรยานยนต์ราว 200 คัน และรถยนต์ชนิดต่าง ๆ อีกกว่า 60 คัน ซึ่งล้วนแต่เปิดไฟหน้ารถ เพื่อรณรงค์ "หยุดรัฐประหาร ต่อต้านกบฎ" คัดค้านการปิดกรุงเทพฯ ของ กปปส. เคลื่อนขบวนจากหน้าสถานีดาวเทียมไทยคม ถนนรัตนาธิเบศร์ อำเภอเมืองนนทบุรี ไปตามเส้นทางต่าง ๆ คือสะพานพระนั่งเกล้า ตลาดสด/หอนาฬิกา/ท่าน้ำนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด เมืองทองธานี แล้วกลับมาที่หน้าสถานีดาวเทียมไทยคม นอกจากนั้น ยังมีการเคลื่อนขบวนลักษณะเดียวกัน ที่จังหวัดปทุมธานีด้วย ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ยืนยันว่า จะลดการเผชิญหน้า ลดความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อ

ผลกระทบ

ด้านคมนาคม


ประชาชนที่มาใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557
กระทรวงคมนาคมประเมินจากการที่กลุ่มกปปส.ชุมนุมปิดถนน 7 จุด ว่า วันที่ 13 มกราคมประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะลดลงกว่าปกติ โดยทางรถประจำทาง ลดลงร้อยละ 30 ซึ่งสอดคล้องกับผู้ที่ให้บริการรถโดยสารบางส่วน ยอมรับว่ารายได้หายไปกว่าครึ่ง ผู้ใช้บริการสามล้อรับจ้าง หรือ ตุ๊กตุ๊กย่านสะพานควาย คนหนึ่ง กล่าวถึงการเดินทางของประชาชนวันนี้ว่า ส่วนใหญ่จะใช้บริการรถโดยสารสาธารณะประเภท รถไฟฟ้า หรือ รถเมล์ เนื่องจากมีถนนหลายสายที่ไม่สามารถสัญจรได้ ทำให้ไม่ค่อยมีผู้โดยสารมาใช้บริการ เช่นเดียวกับแม่ค้ารายหนึ่งที่ยอมรับว่า มีปัญหาด้านการเดินทางเข้าพื้นที่ย่านอนุสาวรีย์ ซึ่งเป็นอีกร้านที่เปิดขายอยู่ทุกวันแต่วันนี้ ไม่สามารถขนของเข้าพื้นที่ได้ จึงเปิดขายได้เพียงร้านเดียว
ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มกปปส.ตามเส้นทางต่าง ๆ ส่งผลให้การเดินทางของประชาชนในภาพรวมลดน้อยลงและมีผลกระทบทั้งการเดินทางในระบบรถส่วนบุคคล และการเดินทางในระบบรถโดยสารสาธารณะภายใต้โครงข่ายของขสมก. ปรับเปลี่ยนเส้นทางหลายจุดโดยบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯกระทบการเดินรถของรถโดยสารสาธารณะ 90 สายนอกจากนี้ยังกระทบต่อการเดินทางของประชาชนด้วยระบบขนส่งสาธารณะลดลงกว่าปกติ โดยทางรถประจำทางปกติ 3.1 ล้าน เหลือ 2 ล้านคน ลดลงร้อยละ 30 ดอนเมืองโทล์เวย์ปกติ 80,000 เที่ยว เหลือ 51,000 เที่ยว ลดลงร้อยละ 46 มีเพียงเรือคลองแสนแสบที่เพิ่มขึ้นจากปกติ 47,000 คน เป็น 60,000 คน คิดเป็นร้อยละ 20 เรือด่วนเจ้าพระยาปกติ 35,000 เที่ยว เป็น 50,000 เที่ยว เพิ่มขึ้นร้อยละ 40แอร์พอร์ตลิงก์ปกติ 40,000 เที่ยว เป็น 48,000 เที่ยว เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 บีทีเอส 700,000 เที่ยว ใกล้เคียงปกติ

ด้านเศรษฐกิจ

พนักงานขายของที่ระลึก ในนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ บอกว่า ยอดขายที่ร้านลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว สมมติเคยขายได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้เหลือเพียง 10- 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
เจ้าของโรงแรมราชดำเนิน เรสซิเดนท์ บนถนนดินสอฝั่งโรงเรียนสตรีวิทยา เล่าว่า กิจการโรงแรมช่วงนี้ก็ปกติดี มีเพียงกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนไป เมื่อก่อนลูกค้าของโรงแรมจะเป็นกลุ่มลูกค้าจากต่างประเทศที่จองผ่านเว็บไซต์ แต่ช่วงนี้เปลี่ยนไปเป็นลูกค้าคนไทย ซึ่งบางส่วนเป็นผู้ร่วมชุมนุม"หลังกลุ่มลูกค้าต่างชาติยกเลิกการจองห้องพักเข้ามาตั้งแต่มีข่าวการชุมนุมใหญ่ถึงประมาณ 50-60% แต่ทางโรงแรมก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เป็นคนไทย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาทดแทน" เจ้าจองโรงแรมบอกว่า การทำกิจการในย่านนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าจะมีการชุมนุมเกิดขึ้นตลอด ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมระดับประเทศ หรือการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ เพราะอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นถือเป็นพื้นที่สัญลักษณ์ "เรื่องผลกระทบก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องปรับตัวไปเรื่อยเพื่อให้อยู่รอด ส่วนผลกระทบจากเสียงบนเวทีปราศรัย เราพบว่าห้องพักด้านบนจะได้ยินเสียงดังมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นลูกค้าต่างชาติเขาจะไม่เอาเลย แต่ถ้าเป็นลูกค้าคนไทยเขาจะยอมรับในส่วนนี้ได้ เพราะกลุ่มคนที่เข้ามาพักคือคนที่มาร่วมชุมนุมนั่นเอง"
ผู้จัดการร้านสกายไฮ ยอมรับว่า ทุกครั้งที่มีการชุมนุมทางการเมือง ทางร้านได้รับผลกระทบทุกครั้งด้วยยอดขายที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในเมื่อเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้แล้ว ก็ต้องรู้จักปรับตัว โดยสิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจการชุมนุม เข้าใจคนที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง และเน้นดูแลความปลอดภัยของลูกค้าในร้าน"แม้จะมีการชุมนุม แต่ร้านเรายังเปิดขายตามปกติ แต่จะได้รับผลกระทบเรื่องของยอดขาย โดยจะขายดีเฉพาะช่วงที่แกนนำนัดรวมพลครั้งใหญ่ แต่หลังจากเลิกชุมนุมใหญ่ไปแล้ว ยอดขายก็จะลดลง เพราะการเดินทางไม่สะดวก ทำให้ลูกค้าที่เคยมากินประจำในช่วงก่อนชุมนุมไม่มาเหมือนเมื่อก่อน ส่วนการปรับตัวก็ไม่ต้องปรับอะไรมาก เพราะร้านเรานับเป็นร้านอาหารประวัติศาสตร์ อยู่คู่เหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น